เมื่อวันที่ ๑๙ - ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ฉันมีโอกาสได้ไปฝึกงานใน Workshop กับองค์กรไม่แสวงหากำไรนาม Youth Venture, Ashoka ในชื่อ Climate Cool Workshop... ฉันพอจะรู้จักการทำงานในด้านนี้ในระดับหนึ่ง เพราะเคยเป็นเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมาก่อนเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันทำโครงการ "ขจีบุฟเฟ่ต์" ร่วมกับพี่และเพื่อนๆอีก ๕ คน
ขอเล่าย้อนไปถึงโครงการที่ฉันเคยทำ (อย่างสรุปๆ) ก่อน คือเป็นการนำเอาต้นไม้, กระถาง, ดินและของตกแต่ง จำนวนหนึ่ง มาจัดวางเป็นซุ้มที่ห้างสรรพสินค้าพารากอน ซึ่งเป็นที่ที่เกือบทุกคนในเมืองกรุงรู้จักกันเป็นอย่างดี ไอเดียของเราคือ ให้ปลูกต้นไม้ในรูปแบบของ "บุฟเฟ่ต์" คือเลือกต้นไม้เอง เลือกกระถางเอง ตกแต่งเองตามใจชอบ ในราคาเดียวคือ ๑๔๙ บาทเท่านั้น!! ...แต่เมื่อทำโครงการเสร็จ ฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่า "แล้วตกลงมันได้ช่วยโลกจริงๆหรือเปล่าเนี่ย ...นี่มันเหมือนจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรหนักขึ้นไปกว่าเดิมด้วยซ้ำซะอีกนะ ...ถ้าไม่ทำโครงการ ดูเหมือนน่าจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้ดีกว่าหรือเปล่า"
และฉันก็ไม่ได้สรุปคำตอบใดคำตอบหนึ่งในความคิด ก็วางเอาไว้เฉยๆ เฝ้ามองมันอย่างไม่ตัดสิน ซึ่งทำให้ฉันสามารถวาง และมาฝึกงานกับโครงการของปีนี้ได้
โครงการ Climate Cool ซึ่งจัดร่วมกับ British Council ในปีนี้ก็ไม่ต่างกัน concept ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาะวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกำลังเป็นหัวข้อ "ร้อนๆ"ใน "โลกร้อนๆ" ตอนนี้ ไอเดียของน้องๆที่ฉันรับฟังมา ก็บรรเจิดเลิศล้ากันทุกคน บ้างก็จะชวนให้คนขึ้นรถเมล์แทนการใช้รถส่วนตัว บ้างก็จะให้เก็บเงินซื้อถุงพลาสติก ด้วยหวังว่าถ้าคนจะลดการใช้ถุงพลาสติกไปโดยปริยายถ้าต้องจ่ายเงินซื้อมัน บ้างก็จะทำอนุสาวรีย์บอกเล่าเรื่องราวของสภาวะอากาศ แถมเป็นอนุสาวรีย์ที่เคลื่อนที่ได้ด้วย! บ้างก็เอาใจคนชอบช๊อปปิ้งโดยการสะสมแต้มจากการซื้อของแล้วนำมาแลกกับต้นไม้ ...ไอเดียมากมายผุดพรายขึ้นระหว่างเรากำลังอยู่ workshop
ระะหว่างนั้น มีหลายความคิด หลากความรู้สึกที่โฉบเฉี่ยวเข้ามาในห้วงความคิดของฉัน ฉันรับรู้และวางคำถามข้อขัดแย้งในใจลงไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นฉันจะไม่สามารถอยู่กับงานตรงหน้าได้ มีความคิดเห็นจำนวนมากที่ในมีคนนำเสนอขึ้นมาในที่นั้นและฉันไม่อาจเห็นด้วยได้เลยแม้แต่น้อย ฉันเกิดคำถามเดียวกันกับตอนเสร็จโครงการที่ฉันและเพื่อนๆทำเมื่อปีที่แล้วคือ "มันจะ work จริงหรอ" "มันจะทำให้แย่ลงกว่าเดิมไหมเนี่ย" "พวกเรา (หมายรวมถึงฉันด้วย) สามารถทำได้แค่นี้จริงๆหรอ" ...ฉันจึงต้องวางสิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อจะรับฟังทุกคนในที่นั้นนำเสนอให้จบ...
สุดท้ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นคือ เยาวชนเหล่านี้มีเจตนาดีต่อตนเอง, สังคมและโลกด้วยกันทั้งนั้น พวกเขามารวมตัวกันพร้อมกับไอเดียดีๆ ความคิดเจ๋งๆ ที่อยากจะช่วยโลก นี่เป็นสาเหตุที่ฉันไม่อาจขัดน้ำใจดีๆของเขาเหล่านั้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทุกไอเดียที่พวกเขา่เสนอกันเข้ามานั้น มันอยู่ "นอกตัว" ของเขากันทั้งหมด ...แต่ฉันเข้าใจว่าพื้นที่ของ workshop นี้ เป็นพื้นที่ของการ "ทำ" สิ่งดีๆที่ฝันอยากจะทำ เป็็นคนละพื้นที่กับการฝึกเดินทางจากภายใน (ตามที่ฉันเข้าใจ) และโครงการนี้ก็เป็นการ "ทำกับสิ่งที่อยู่นอกตัว โดยมีแรงบันดาลใจมากจากภายในของเรา" และถ้าหากน้องๆที่ทำโครงการได้เชื่อมโยงโลกของเขาเข้ากับโลกรอบตัวๆเขา มันก็ไม่ได้ผิดไปจาก concept ของเจ้าของโครงการแต่อย่างใด
พอกลับมาสำรวจที่ความคิดของตัวเอง ฉันจึงพบว่า ฉันเองก็น่าจะได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่แบบนี้ด้วยเช่นกัน ฉันรู้สึกได้ถึง "ความสมดุล" ของความคิด, ความรู้สึกและการลงมือทำ เพราะหากเราสัมผัสกับเส้นทางของการเดินทางภายในเพียงอย่างเดียว เราก็อาจอยู่ห่างจากเข้าใจหรือรู้จักการเดินทางกับปัจจัยภายนอกรอบตัว ดังนั้น การไปร่วม workshop นี้จึงทำให้ฉันเ็ห็นความสำคัญว่า เราน่าจะได้พาตัวเองเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับสิ่งที่เราเห็นด้วยเสมอไป และเป็นการทำให้เรารู้จักโลกจากหลายๆด้าน หลายๆมุม หลายๆกรอบ หลายๆทัศนคติ ...ซึ่งฉันว่ามันเจ๋งมากเลย
ฉันรู้สึกดีใจที่สามารถอยู่ได้ทั้งในพื้นที่ที่ฉันทึ่ง/โดน/อิน และในขณะเดียวกันก็อยู่ในพื้นที่ที่ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่เห็นด้วยทั้งหมดได้ ด้วยการวางจิตวางใจให้ถูกที่ถูกทาง อย่างที่อาจารย์ซึ่งเ็ป็น idol คนหนึ่งของฉันเคยบอกไว้ มันทำให้เราไม่ต้องแบ่งแยกว่าใครถูกใครผิด ใครใช่ใครไม่ใช่ ไปจนถึงแบบไหนในระบบ แบบไหนนอกระบบ และ ที่สุด ของ สุดท้าย คือ
เลิกเสียที ที่จะ "โทษ" ใส่กันและกัน... :)
ก่อนจะจบ ขอจบให้สวยนิดนึง ด้วยข้อความประจำใจที่อาจจะไม่สวยเสมอไปว่า
"โลกไม่ได้สวยงามในแบบที่มนุษย์ต้องการ
แต่โลกสวยงามในแบบที่โลกเป็น"
- Duck Poet Society
:)