Monday, November 16, 2009

WAVE... 5Rhythms






จากที่ไปเข้าร่วมคอร์ส "ศิลปะเพื่อการเขียนโลกใบใหม่"
เป็นครั้งแรกที่ฉันได้เต้น wave
...
สุดยอดเลย เหมือนได้ปลดปล่อย
สัมผัสกับอิสรภาพในการแสดงออก

โดยที่ไม่ต้อง



พูด


ชอบจริงๆ ชอบตอนจังหวะที่ให้เต้นคนเดียวนะ
แต่พอให้เต้นคู่เท่านั้นแหล่ะ
มาเลย ความอาย
แต่ก็มาไม่นานนะ
สักพักก็เซ็ตตัวเองได้
กลับไปปลดปล่อยต่อ
ทั้งๆที่ตอนแรกบอกตัวเองว่าจะไม่เต้น
มันน่าอายจะตาย

เหมือนคนบ้ามาเต้นรอบกองไฟตอนกลางคืน




แต่ประทานโทษ

ใครไม่เต้นแหล่ะ



บ้า


ยิ่งกว่า


๕๕๕ นี่ก็ตัดสินกันเกินไปหน่อย
แต่มันได้ปลดปล่อย...จริงๆนะ


ชอบ


:O



Sunday, November 15, 2009

Whole Art Full Life


วันที่ ๕-๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ ฉันได้ไปเข้าร่วมคอร์ส "ศิลปะเพื่อการเขียนโลกใบใหม่ ครั้งที่ ๔" ที่อ. แม่จัน จ.เชียงราย นี่เป็นอีกหนึ่ง workshop (อืม...ฉันเริ่มจะเอือมๆคำนี้ซะแล้วสิ) ที่ฉันไปเข้าร่วมและเข้าไปช่วยกระบวนการในปีนี้ ซึ่งถ้าให้เล่าเรื่องดีๆเรียบๆ ฉันคงไม่มาเขียนในนี้ให้เสียเวลาหรอก แต่มันมีเรื่องราวเกิดขึ้นในใจฉัน...

เราเข้าร่วมหลากกระบวนการ หลายกระบวนท่า ในโลกของศิลปะ และบางกระบวนการก็ให้แต่ละคนบอกเล่าเรื่องราวเกี่ยวกับภาพที่วาด ในบางครั้งฉันก็เห็นว่า บางทีเราก็ติดอยู่ตรงความสวยงามของชิ้นงาน หรือติดที่ว่าภาพนั้นสื่ออะไรได้บ้าง ยิ่งถ้าภาพในลึกซึ้งกินใจ ใช้เทคนิกแหวกแนวมากเท่าไหร่ คนก็จะยิ่งชื่นชมมากขึ้นไปอีก พอใครพูดชมขึ้นมาทีนึง เจ้าของภาพก็ปลาบปลื้มดีใจ บางคนถึงขั้นน้ำตาไหลเลยทีเดียว

...แล้วมันจำเป็นด้วยหรอ ที่ภาพศิลปะนั้นจะต้องมีคำอธิบายพ่วงท้ายมาด้วยเสมอ ถ้าภาพเป็นภาพที่มีสองเส้นอยู่ในภาพ แล้วต้องให้เจ้าของผลงานอธิบายว่ามันลึกซึ้งแค่ไหน อย่างนี้เวลาเอาผลงานไปไหน ก็ต้องมีคำอธิบายแปะไว้ข้างหลังภาพด้วยเสมอสิ... มันจะเปลืองกระดาษเปลืองสีหรือเปล่า สู้เขียนออกมาเลยให้ชัดเจนว่าต้องการบอกอะไรไม่ดีกว่าหรอ... อืม อันนี้มันก็สุดโต่งไปหน่อย แต่ก็คิดเพลินๆไปอะเนาัะ อย่าอะไรกะเรามากเลย

ก็อาจจะบอกได้นะว่า อืม...ก็เธอทำไม่ได้เท่าเค้าหน่ะสิถึงคิดแบบนี้ ก็จะว่างั้นก็ได้ แต่ส่วนหนึ่งคือ ตอนที่วาดภาพ เราไม่ได้คิดอะไรเลยไง เราถือพู่กัน ถือชาโคมาก็ลงมือละเลงเลย เอาจากปิ๊งแรกที่เข้ามาในใจ เห็นอะไรในใจปิ๊งแรกก็ลงมือเลย ภาพมันก็เลยทื่อๆ ตรงไปตรงมา ไม่ต้องแปลความอะไรมากมาย ไม่ต้องอธิบายอะไรมากมาย ไม่ได้มีปรัชญาใดๆแฝงอยู่

ก็จริงอยู่ว่าเราอาย ใช่ เราอาย เพราะตอนที่แต่ละคนกำลังอธิบายเล่าเรื่องภาพของตัวเองมาเรื่อยๆ ฉันก็อยากจะหายตัวไปพร้อมภาพที่ฉันวาดทันที คิดเหมือนกัน ตอนที่มีพี่ฝากไปหยิบของ ว่าจะเดินแอบเอาภาพเราไปซ่อน แล้วให้มันอันตรธานหายไปเลย แต่ก็ไม่เอาหรอก อยากอยู่กับความอายของตัวเองแบบจังๆบ้าง เพราะมันก็ต้องมีถึงคิวเรา ที่ทุกคนจะหันมาดูภาพเราแล้วเราก็ต้องแบกหน้าเล่าเรื่องภาพของเราไป

แต่สุดท้าย ตอนจบกระบวนการ ฉันก็ได้บอกความรู้สึกนี้กับทุกคนว่า ฉันเองน่ะ ไม่ชอบภาพของตัวเองเลย เมื่อวานก็วาดภาพภาพหนึ่งออกมาแล้วมันน่ากลัวสุดๆ ฉันยังไม่อยากมองมันเลย ตอนหลังพอยิ่งเห็นว่ามันแย่แล้ว จะขอเปลี่ยนกระดาษก็คงไม่โอเค ก็เลยวาดแบบไม่มองกระดาษ มองไปทางอื่นแล้วก็ลงมือละเลงไปเรื่อยๆ ออกมาน่ากลัวกว่าเดิมอีก ก็เลยเอาไปซ่อนไว้ข้างหลังกระดาน กะว่าจะไม่แสดงตัวว่าภาพนี้เป็นของฉัน (แต่ในวันสุดท้ายก็มีคนถามขึ้นมา และฉันก็ต้องตอบไปอยู่ดีนั่นแหล่ะ)

มันก็เห็นนะว่า ฉันยังมีอะไรบางอย่างที่ยังไม่ยอมรับในตัวเอง ฉันถึงยอมรับภาพที่ตัวเองวาดขึ้นมากับมือไม่ได้ ทั้งๆที่คนอื่นก็ไม่คิดว่ามันไม่ดี แต่ตัวเราเองกลับรู้สึกว่ามันเป็นผลงานที่แย่มาก อืม ทำไมถึงได้รู้สึกโหดร้ายกับตัวเองขนาดนั้นหล่ะ...

วันสุดท้ายยิ่งชัดเข้าไปใหญ่ ที่ให้ทุกคนร่วมกันวาดภาพลงบนเฟรมขนาดยักษ์สองเฟรมติดกัน โห...พี่น้องจ๋า แต่ละคนต่างก็อยากจะวาดให้ของตัวเองเด่นที่สุด สวยที่สุด และที่สุดของที่สุดคือ "อยากให้แหวกแนว หลุดโลกมากที่สุด" เอาละสิ แต่ละคนก็อยากหลุดโลกให้มากที่สุดกันทั้งนั้น สุดท้าย เพื่อนเราเอง อาจจะโดยรู้ตัวหรือไม่รู้ตัว ก็ไปลากสายยางมาฉีดล้างภาพทั้งหมด...

ใช่แล้ว บางคนก็ชื่นชมยินดีกับความคิดสร้างสรรค์อแหวกแนวที่เขาเอาสายยางมาฉีดราดลงบนเฟรม บางคนก็รู้สึกเหมือนโดนทำลายฝีมือลงต่อหน้าต่อตา และคนที่จี๊ดที่สุดคือ ฉันเอง ใช่แล้ว เพื่อนเราคิดได้เจ๋งกว่าเรา สามารถเรียกร้องความสนใจจากทุกคนได้สำเร็จ ฉันหยุดละเลงด้วยความรู้สึกไม่สนุก ที่แต่ละคนต่างก็อยากจะให้ตัวเองเด่นที่สุด เจ๋งที่สุด ฉันเบื่อเหลือเกินก็ความอยากเด่นของคน รวมทั้งฉันที่ก็เป็นคนด้วย...

แล้วถามหน่อยว่าฉันไม่อยากเด่นหรอ คิดแล้วคิดอีก ใช่ บางทีเราก็อยากเด่นกะเค้าด้วยเหมือนกัน แต่เราบอกตัวเองว่าเราไปเด่นสู้เค้าไม่ได้หรอก เราก็เลยจัดการตัวเองโดยวิธี เด่น ด้วยการ ไม่เ่ด่น (ว้าว...เต๋า) ฉันเองก็เป็นเหมือนกัน ก็เลยจี๊ดคนที่เค้าเด่นได้สำเร็จละมั้ง... อืม ยิ่งพูดก็ยิ่งเข้าตัวแฮะ

ตอนหลังเพิ่งมารู้จากพี่ๆกระบวนกรหลักว่า เขาไม่ได้อยากจะให้ศิลปะจะต้องมีการแปลความหมายใดๆ ก็ให้มันเป็นแบบนั้น ถ้ามีใครมาบอกว่า ภาพนี้สื่อถึงความรุนแรง ทีเดียวเท่าันั้น ภาพนั้นก็ถูกตัดสินทันที ดีไม่ดีคนวาดภาพเองก็จะโดนตัดสินไปโดยปริยาย... และไม่ต้องไปวิจารณ์ว่ามันสวยหรือเปล่าด้วย เพราะเราไม่ได้วาดภาพหรือทำงานศิลปะให้โดยมองแค่ว่ามันต้องออกมาสวยเพียงอย่างเดียว

อืม ฉันว่าแทนที่เราจะมาดูว่าผลงานของแต่ละคนเลิศหรู สวยงามแค่ไหนอย่างเดียว เรามาดูอีกมุมด้วยดีกว่าว่า ตอนที่คนกำลังวาดภาพนั้นๆ เขาวาดด้วยความรู้สึกแบบไหน เขากำลังพยายามจะให้มันสวยที่สุดหรือเปล่า พยายามจะให้มันแฝงด้วยปรัชญาล้ำลึกแค่ไหนหรือเปล่า เขาต้องเหนื่อยมากไหมในการจะให้ภาพของเขาออกมาดูดีที่สุด หรือเขาวาดแบบสบายๆ ไปตามความรู้สึกที่แท้จริงๆของเขาในชั่วขณะนั้น ...ฉันว่านี่แหล่ะคือ ปัจจุบันขณะ

ถึงตรงนี้ ฉันก็บอกเล่าความรู้สึกส่วนตัวไปเสียเยอะ อาจจะบอกว่า สุดท้ายแล้วก็คือ เพราะว่าฉันไม่พอใจในผลงานของตัวเอง ก็เลยพยายามจะไปหาจุดตำหนิ จุดที่ฉันเองก็ไปตัดสินว่าของเขานั้นไม่จริงแท้

เฮ้อ... สุดท้าย ก็มาติดกับตัวเองเข้าจนได้...


:)


Saturday, October 24, 2009

PROJECT for the WORLD!!...???





เมื่อวันที่ ๑๙ - ๒๑ ตุลาคม ๒๕๕๒ ฉันมีโอกาสได้ไปฝึกงานใน Workshop กับองค์กรไม่แสวงหากำไรนาม Youth Venture, Ashoka ในชื่อ Climate Cool Workshop... ฉันพอจะรู้จักการทำงานในด้านนี้ในระดับหนึ่ง เพราะเคยเป็นเยาวชนที่เข้าร่วมโครงการมาก่อนเมื่อปีที่แล้ว ตอนนั้นฉันทำโครงการ "ขจีบุฟเฟ่ต์" ร่วมกับพี่และเพื่อนๆอีก ๕ คน


ขอเล่าย้อนไปถึงโครงการที่ฉันเคยทำ (อย่างสรุปๆ) ก่อน คือเป็นการนำเอาต้นไม้, กระถาง, ดินและของตกแต่ง จำนวนหนึ่ง มาจัดวางเป็นซุ้มที่ห้างสรรพสินค้าพารากอน ซึ่งเป็นที่ที่เกือบทุกคนในเมืองกรุงรู้จักกันเป็นอย่างดี ไอเดียของเราคือ ให้ปลูกต้นไม้ในรูปแบบของ "บุฟเฟ่ต์" คือเลือกต้นไม้เอง เลือกกระถางเอง ตกแต่งเองตามใจชอบ ในราคาเดียวคือ ๑๔๙ บาทเท่านั้น!! ...แต่เมื่อทำโครงการเสร็จ ฉันตั้งคำถามกับตัวเองว่า "แล้วตกลงมันได้ช่วยโลกจริงๆหรือเปล่าเนี่ย ...นี่มันเหมือนจะทำให้สิ้นเปลืองทรัพยากรหนักขึ้นไปกว่าเดิมด้วยซ้ำซะอีกนะ ...ถ้าไม่ทำโครงการ ดูเหมือนน่าจะช่วยประหยัดทรัพยากรได้ดีกว่าหรือเปล่า"


และฉันก็ไม่ได้สรุปคำตอบใดคำตอบหนึ่งในความคิด ก็วางเอาไว้เฉยๆ เฝ้ามองมันอย่างไม่ตัดสิน ซึ่งทำให้ฉันสามารถวาง และมาฝึกงานกับโครงการของปีนี้ได้


โครงการ Climate Cool ซึ่งจัดร่วมกับ British Council ในปีนี้ก็ไม่ต่างกัน concept ยังคงเป็นเรื่องเกี่ยวกับสภาะวะอากาศที่เปลี่ยนแปลงไป ซึ่งกำลังเป็นหัวข้อ "ร้อนๆ"ใน "โลกร้อนๆ" ตอนนี้ ไอเดียของน้องๆที่ฉันรับฟังมา ก็บรรเจิดเลิศล้ากันทุกคน บ้างก็จะชวนให้คนขึ้นรถเมล์แทนการใช้รถส่วนตัว บ้างก็จะให้เก็บเงินซื้อถุงพลาสติก ด้วยหวังว่าถ้าคนจะลดการใช้ถุงพลาสติกไปโดยปริยายถ้าต้องจ่ายเงินซื้อมัน บ้างก็จะทำอนุสาวรีย์บอกเล่าเรื่องราวของสภาวะอากาศ แถมเป็นอนุสาวรีย์ที่เคลื่อนที่ได้ด้วย! บ้างก็เอาใจคนชอบช๊อปปิ้งโดยการสะสมแต้มจากการซื้อของแล้วนำมาแลกกับต้นไม้ ...ไอเดียมากมายผุดพรายขึ้นระหว่างเรากำลังอยู่ workshop


ระะหว่างนั้น มีหลายความคิด หลากความรู้สึกที่โฉบเฉี่ยวเข้ามาในห้วงความคิดของฉัน ฉันรับรู้และวางคำถามข้อขัดแย้งในใจลงไปก่อน เพราะไม่เช่นนั้นฉันจะไม่สามารถอยู่กับงานตรงหน้าได้ มีความคิดเห็นจำนวนมากที่ในมีคนนำเสนอขึ้นมาในที่นั้นและฉันไม่อาจเห็นด้วยได้เลยแม้แต่น้อย ฉันเกิดคำถามเดียวกันกับตอนเสร็จโครงการที่ฉันและเพื่อนๆทำเมื่อปีที่แล้วคือ "มันจะ work จริงหรอ" "มันจะทำให้แย่ลงกว่าเดิมไหมเนี่ย" "พวกเรา (หมายรวมถึงฉันด้วย) สามารถทำได้แค่นี้จริงๆหรอ" ...ฉันจึงต้องวางสิ่งเหล่านี้ไว้ เพื่อจะรับฟังทุกคนในที่นั้นนำเสนอให้จบ...


สุดท้ายแล้ว สิ่งหนึ่งที่ฉันเห็นคือ เยาวชนเหล่านี้มีเจตนาดีต่อตนเอง, สังคมและโลกด้วยกันทั้งนั้น พวกเขามารวมตัวกันพร้อมกับไอเดียดีๆ ความคิดเจ๋งๆ ที่อยากจะช่วยโลก นี่เป็นสาเหตุที่ฉันไม่อาจขัดน้ำใจดีๆของเขาเหล่านั้น แม้จะรู้อยู่แก่ใจว่าทุกไอเดียที่พวกเขา่เสนอกันเข้ามานั้น มันอยู่ "นอกตัว" ของเขากันทั้งหมด ...แต่ฉันเข้าใจว่าพื้นที่ของ workshop นี้ เป็นพื้นที่ของการ "ทำ" สิ่งดีๆที่ฝันอยากจะทำ เป็็นคนละพื้นที่กับการฝึกเดินทางจากภายใน (ตามที่ฉันเข้าใจ) และโครงการนี้ก็เป็นการ "ทำกับสิ่งที่อยู่นอกตัว โดยมีแรงบันดาลใจมากจากภายในของเรา" และถ้าหากน้องๆที่ทำโครงการได้เชื่อมโยงโลกของเขาเข้ากับโลกรอบตัวๆเขา มันก็ไม่ได้ผิดไปจาก concept ของเจ้าของโครงการแต่อย่างใด


พอกลับมาสำรวจที่ความคิดของตัวเอง ฉันจึงพบว่า ฉันเองก็น่าจะได้เข้ามาอยู่ในพื้นที่แบบนี้ด้วยเช่นกัน ฉันรู้สึกได้ถึง "ความสมดุล" ของความคิด, ความรู้สึกและการลงมือทำ เพราะหากเราสัมผัสกับเส้นทางของการเดินทางภายในเพียงอย่างเดียว เราก็อาจอยู่ห่างจากเข้าใจหรือรู้จักการเดินทางกับปัจจัยภายนอกรอบตัว ดังนั้น การไปร่วม workshop นี้จึงทำให้ฉันเ็ห็นความสำคัญว่า เราน่าจะได้พาตัวเองเข้ามาอยู่ในพื้นที่ที่เราทั้งเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย เราไม่จำเป็นต้องอยู่กับสิ่งที่เราเห็นด้วยเสมอไป และเป็นการทำให้เรารู้จักโลกจากหลายๆด้าน หลายๆมุม หลายๆกรอบ หลายๆทัศนคติ ...ซึ่งฉันว่ามันเจ๋งมากเลย


ฉันรู้สึกดีใจที่สามารถอยู่ได้ทั้งในพื้นที่ที่ฉันทึ่ง/โดน/อิน และในขณะเดียวกันก็อยู่ในพื้นที่ที่ยังไม่แน่ใจ/ยังไม่เห็นด้วยทั้งหมดได้ ด้วยการวางจิตวางใจให้ถูกที่ถูกทาง อย่างที่อาจารย์ซึ่งเ็ป็น idol คนหนึ่งของฉันเคยบอกไว้ มันทำให้เราไม่ต้องแบ่งแยกว่าใครถูกใครผิด ใครใช่ใครไม่ใช่ ไปจนถึงแบบไหนในระบบ แบบไหนนอกระบบ และ ที่สุด ของ สุดท้าย คือ เลิกเสียที ที่จะ "โทษ" ใส่กันและกัน... :)



ก่อนจะจบ ขอจบให้สวยนิดนึง ด้วยข้อความประจำใจที่อาจจะไม่สวยเสมอไปว่า

"โลกไม่ได้สวยงามในแบบที่มนุษย์ต้องการ
ต่โลกสวยงามในแบบที่โลกเป็น"
- Duck Poet Society

:)





Saturday, October 17, 2009

ทางผ่าน





ทางผ่าน

ทั้งหมดล้วนปรารถนาสิ่งดีงาม
กี่คำกี่ความแสวงหา
ชั่วชีวิตที่ผ่านในกาลเวลา
กี่ครั้งกี่คุณค่าที่คู่ควร

เสพย์สุขซึ้งถึงสวรรค์
จะชั้นนี้ชั้นนั้นก็บางส่วน
ขณะวิถีชีวิตเคลื่อนขบวน
หรือไม่ยอมเรรวนสักบางคราว

จะอยู่ในโลกไม่ใยดีโลก
แสวงแต่โชคไม่ยอมเจ็บร้าว
สำหรับยุคสมัยที่ยืดยาว
เลือกเสี้ยวใดในเรื่องราวที่เป็นไป

หากเราคือเสี้ยวส่วนของจักรวาล
จึงเกี่ยวโยงตำนานอันยิ่งใหญ่
สัมพันธ์สรรพสิ่งโยงใย
ทั้งหมดนั้นคืออะไรในความจริง

ทั้งหมดนั้นอาจคือชีวิต
เคลื่อนไหวไปทีละนิดไม่หยุดนิ่ง
ไม่มีสิ่งใดหล่นหายหรือถูกทิ้ง
ทั้งหมดล้วนเอื้ออิงกันและกัน

ทั้งความคิดและจิตวิญญาณ
คือปรากฎการณ์ที่ผกผัน
เป็นกระบวนการมหัศจรรย์
ที่หล่อหลอมสร้างสรรค์โลกงดงาม

และในความงดงามนั้นมีเลวร้าย
ซึ่งขับค่าความหมายให้ไถ่ถาม
ให้เคี่ยวคร่นสืบค้นนิยาม
เพื่อต่อเติมแต่งตามวิถีทาง

วิถีท่านวิถีเราวิถีใคร
อาจมีวิถีใดแตกต่าง
เป็นป้จเจกภาพอันบอบบาง
ตามความข้นจางของตัวตน

ทั้งหมดนี้เป็นเพียงสภาวะ
เกิดดับได้ทุกขณะตามเหตุผล
จึงความสุขความทุกข์ของผู้คน
ที่สุดล้วนแต่ตนดลบันดาล

และนั่นย่อมไม่ใช่จุดหมาย
เพราะภาวะทั้งหลายคือทางผ่าน
คือทางก้าวไปสู่ปัญญาญาณ
เพื่อหยั่งรู้จักรวาลอันจริงแท้



นาโก๊ะลี

From: "Giving and Receiving" 091017 Nannam Resort



จาก อาจารย์เอเชีย...


พีจุเร็ญ

ชื่นชมยินดีกับการเดินทางของเรามาก :-D

ความรัก ความสัมพันธ์เป็นบทเรียนที่ลึกซึ้งและท้าทายชีวิต ไม่มีบทเรียนที่แน่นอน ไม่มีใครรู้ว่าจะขึ้นต้นและลงเอยอย่างไรกันแน่ บ้างก็เลือกที่จะเทหมดหน้าตัก (เหมือนในหลายๆเพลง ... ตามที่เราก็สัมผัสได้ว่าคนเขียนเพลงรู้สึกยังไง) บ้างก็เลือกเป็นผู้ดูอยู่ห่างๆ ผู้ที่จะรู้ว่าเป็นเช่นไร คือคนที่ได้เลือกและได้ใช้ชีวิตอย่างตื่นรู้และเต็มที่กับสิ่งที่เลือก ... กระมัง

ดีใจที่เพ็ญเริ่มเห็นว่าบางครั้งก็ต้องเลือก บางครั้งก็ต้องรอ

เป็นกำลังใจให้เสมอ



:)


ตอบในนี้: หนูยินดีที่ได้เดินทางและเรียนรู้ร่วมกันกับอาจารย์และทีมค่ะ ... มันเหลือเชื่อมากๆที่ในที่สุด หนูก็ได้กอดอาจารย์ ... รู้สึกเบาขึ้นเยอะ :)



จาก: นุ้ก

จี๊ด

ขอบคุณนะเพ็ญที่จี๊ด
แต่ก็ยังไม่ทิ้งเรา...

นุ้ก :-)


ตอบในนี้: ... ถึงเราจี๊ดดดดดแค่ไหน แต่แกก็เป็นกัลยาณมิตรที่ยังเดินทางร่วมกัน ... ขอบคุณที่รับฟังเรา :)


Wednesday, September 30, 2009

บนเส้นของการเดินทาง






ด้วยเหตุผลที่ฉันไม่เคยเจอะใคร
มอบความรักให้หัวใจที่ว่างเปล่า
ทำให้ฉันไม่เคยซึ้งในความหมาย
จากเพลงรักที่ฉันเคยได้ฟัง


และเมื่อฉันได้พบเธอคราวนี้
ความเงียบเหงาในหัวใจที่ว่างเปล่า
ถูกเธอเติมด้วยเรื่องราวของความหวาน
จากความรักของเธอ


เพราะเธอทำให้ฉันพบ
ท่วงทำนองเพลงที่ฉันเองไม่เคยเจอ
บทเพลงรักเพลงแรกจากเธอ
เธอเป็นคนบรรเลงให้ชีวิตฉันสดใส


เพราะเธอทำให้ชีวิต
ที่เคยเดียวดายเลือนหายไปเมื่อมีเธอ
อยากขอบคุณเพลงรักจากเธอ
เธอเปลี่ยนคืนและวันให้ชีวิตฉัน
ไพเราะเหมือนกับเสียงเพลง


และเพลงรักที่ได้ฟังตอนนี้
คงไม่เพราะถ้าฉันยังไม่ได้พบเธอ
อยากจะมอบบทเพลงนี้ให้กับเธอ
ด้วยความรักที่ฉันมี


เพลงรักเพลงแรก
[Playground]

.
.
.

คิดอยู่นานทีเดียวกว่าที่จะกล้าเอามาลงแบบนี้
ด้วยความกล้วที่ว่า
มันอาจจะกลายมาเป็นหอกทิ่มแทงเราในภายหลังก็ได้


แต่ก็อีกใจนึงก็อยากบันทึกความรู้สึกแบบนี้เอาไว้
ความรู้สึกดีแบบนี้ครั้งแรกในชีวิต
แม้จะไม่มีใครรู้ได้เลยว่าจะนานแค่ไหน


เราก็รอ...รอ...ว่าเมื่อไหร่จะเกิดปัญหา
มันเสี่ยงมากสำหรับเรา
ที่จะปล่อยให้ตัวเองเปิดให้กับใครคนหนึ่งได้มากขนาดนี้


ตอนนี้เราได้บทเรียนแล้ว
ว่าการที่เราต้องการสืบค้นมากเกินไป
มันก็อาจทำให้ยาก หนักและเหนื่อยไปเปล่าๆ
สืบค้นเจอแล้ว เจอจุดเปราะบางที่สุดแล้ว
แล้วไงต่อ...
มันช่วยให้เราหายสงสัยลังเลหรือเปล่า


ความสงสัยลังเลของเราไม่ได้จบที่การหาคำตอบเจอ
แต่มันต้องจบที่การวางใจของเรา
ถ้าเราไม่วางใจ
ต่อให้เจอคำตอบอีกสักร้อยคำตอบ
มันก็ไม่มีวันจบหรอก
...เราเห็นแล้ว


เราต่างก็รู้ดี กับมุมมองที่ว่า
ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น


"มันก็เป็นเช่นนั้นเอง"


.
.
.


อยู่กับช่วงเวลาปัจจุบันและ

เผชิญหน้า

เรียนรู้

ยอมรับ

อย่างที่มันเป็น

...

ขอบคุณสำหรับบทเรียนแรกจากการเดินทางร่วมกัน


:)



Friday, September 25, 2009

Living in the SAME World



ใยจะต้องแบ่งเป็น ในระบบ กับ นอกระบบ ด้วย

ในเมื่อ

เราทุกคนก็อาศัยอยู่ในโลกใบเดียวกัน

.
.
.

นี่เป็นข้อความที่ฉันหลุดพูดออกมา
แต่เป็นข้อความที่ฉันไม่เคยคิดถึงมาก่อน


ใน moment ที่ฉันรู้สึกถึงข้อความนี้ขึ้นมา
ทุกพื้นที่ทุกชีวิตก็ดูเป็นสิ่งเดียวกันทั้งหมด


แล้วอย่างนี้
เรากำลังดิ้นรนอะไรกันอยู่


ฉันคนหนึ่งล่ะ
ที่อยากเหลือเกินที่จะออกจากระบบ
ตัดสินว่า นี่อยู่ในระบบ นั่นอยู่นอกระบบ


ลองกลับมาย้อนมองดูอีกครั้ง
เราทุกคนต่างก็อยู่ด้วยกันทั้งนั้น


จะแบ่งแยกกันไปทำไม
ทั้งๆไม่มีใครชอบการทะเลาะเบาะแว้ง
แต่เรากลับมีเรื่องให้ทะเลาะกันไม่เว้นแต่ละวัน

.
.
.

นี่มันเกิดอะไรขึ้น
ลองย้อนกลับมาดูที่ใจเราอีกทีซิ


:)